ธุรกิจ E- commerce กับ การโฆษณาในยุคดิจิทัล

ธุรกิจ E- commerce กับ การโฆษณาในยุคดิจิทัล

ecommerce-2140604_1280

ในยุคดิจิทัลพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการทำกิจกรรมต่างๆ กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การค้นหาข้อมูล การอ่านข่าวสาร การชมรายการต่างๆ การเล่นเกม หรือแม้แต่การทำธุรกิจซื้อ-ขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตก็ตาม โดยที่ในปัจจุบันผู้บริโภคไม่จำเป็นจะต้องเดินทางออกนอกบ้านก็สามารถซื้อสินค้าได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว อย่างไรก็ตามด้วยความสะดวกสบาย ความง่ายดาย และความรวดเร็วของสื่ออินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้บริโภคไม่คุ้นเคยกับการต้องรอสิ่งใดนานๆ และมีความต้องการเดี๋ยวนี้อยากได้อะไรก็จะต้องได้ในทันที อีกทั้งผู้บริโภคยังสามารถสื่อสารกันในสังคมออนไลน์ ซึ่งผู้บริโภคได้เข้าไปร่วมในกลุ่มที่มีความคิด ความชอบคล้ายๆกัน และยังสามารถแสดงความคิดเห็นพร้อมกับรับความคิดเห็นจากคนอื่นที่อยู่ในสังคมออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน และเมื่อภายในกลุ่มสังคมออนไลน์มีความชื่นชอบหรือไม่ชอบเรื่องอะไร ก็จะมีการแชร์ข้อมูลให้กับคนอื่นได้รับรู้ ส่งผลให้บริโภคเกิดความเชื่อจนในบ้างครั้งมีพฤติกรรมตามกลุ่มสังคมออนไลน์นั้น

นอกจากนี้ยังพบว่าในโลกยุคปัจจุบันที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วมกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการเสพสื่อหลายหน้าจอ (Multi-Screen) ในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างน้อยลงไปทุกวัน ดังนั้นการโฆษณาที่จะสามารถสื่อไปยังผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้ ต้องปรับเปลี่ยนจากการที่เป็นผู้ส่งสารอย่างเดียว มาเป็นผู้รับสารจากผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้จากผู้บริโภคมาสร้างสรรค์งานโฆษณา หรือปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

โดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) Digital Advertising Association (Thailand) หรือ DAAT ร่วมกับเว็บไซต์ MarketingOops.com ได้จัดทำ Infographic แสดงตัวเลขภาพรวม และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย ซึ่งพบว่า ปัจจุบันประชากรของประเทศไทย (Thailand Population) มีจำนวนทั้งสิ้น 68.1 ล้านคน ซึ่งมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ( Internet Users) จำนวน 38 ล้านคน  หรือคิดเป็น 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีผู้ใช้โซเชียลเน็ทเวิร์ค (Social Network Users) มากถึง 41 ล้านคน หรือคิดเป็น 60% ของจำนวนประชากรทั้งหมด สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์คที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดของไทยได้แก่ Facebook 92.1 % ตามด้วย LINE 85.1% Google+ 67% และ Instagram 43.9% ตามลำดับ

19179441_10208971229293653_936068821_oที่มา : http://www.daat.in.th/index.php/daat-internet/

ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกๆ ปี สมาคมโฆษณาดิจิทัล(ประเทศไทย) จะเผยแพร่รายงานที่เจาะลึกเกี่ยวกับรายละเอียดของการซื้อโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล นอกจากมีตัวเลขสถิติแล้ว ยังมาพร้อมบทวิเคราะห์จากคนในวงการเอเยนซี่ถึงที่มาที่ไป โดยครั้งนี้ยังคงจับมือร่วมกับทีเอ็นเอส บริษัทวิจัยชั้นนำเผยผลสำรวจมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลของปี 2559 โดยเก็บข้อมูลจาก 24 เอเยนซี่ชั้นนำ ผลสำรวจพบว่าเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลในปีนี้มูลค่ารวมกว่า 9,883 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น22% จากปี 2558

19198509_10208971229333654_1390743685_n

ที่มา : http://thumbsup.in.th/2016/08/daat-tns-digital-advertising-spend-2016/

โดยผลสำรวจยังระบุอีกด้วยว่าโฆษณาในรูปแบบเฟซบุ๊ก (Facebook)  ยังคงเป็นประเภทของการใช้สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยครองส่วนแบ่ง 29% จากงบโฆษณาทั้งหมด และมียอดการใช้เพิ่มขึ้นถึง 49% จากปี 2558 รองลงมา คือ วีดีโอออนไลน์ที่ครองส่วนแบ่ง 17%  ส่วนไลน์ (LINE) มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 131% จากปี 2558 ในขณะที่ดิสเพลส์ (Display) มียอดการใช้ลดลงจากปีที่ผ่านมา 2%

19184090_10208971229533659_1034167277_n

ที่มา : http://thumbsup.in.th/2016/08/daat-tns-digital-advertising-spend-2016/

สำหรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ได้กล่าวมาข้างต้นอย่าง พฤติกรรมท่ีเรียกว่า มัลติสกรีน (Multi-Screen) โดยพฤติกรรมดังกล่าว คือ การเสพรับสื่อหลายสื่อ หรือการเสพสื่อหลายหน้าจอพร้อมๆกัน เช่น การเล่นโทรศัทพ์มือถือพร้อมๆกับการทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดังนั้นผู้บริโภคต้องการรับข่าวสารที่รวดเร็วทันใจ จนทำให้มีนิสัย รออะไรนาน ๆไม่ได้ ประกอบกับปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนก็จะพบกับการจราจรที่ติดขัด ทำให้ผู้บริโภคไม่ชอบเดินทางออกไปข้างนอก

นอกจากนี้ในโลกของสังคมออนไลน์ ผู้บริโภคยังรู้สึกว่า มีเพื่อน มีความสนุกสนานที่ ได้พูดคุยกับคนอื่นๆ ท่ีมีแนวความคิดเหมือนกันกับเรา จึงทำให้เกิดความเช่ือถือในข้อมูลท่ีคนในสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นไว้ ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มมีพฤติกรรมหันมาซื้อสินค้าท่ีคนในสังคมออนไลน์แสดงความชื่นชอบ หรือพอใจกับสินค้านั้นผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ดังเช่น การซื้อสินค้าตามดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ตนเองชื่นชอบ หรือแม้แต่การเชื่อการรีวิวสินค้าจะเน็ตไอดอล ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าสินค้าเหล่านั้นมันดีจริงอย่างที่บุคคลเหล่านั้นได้รีวิวไว้หรือเปล่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพฤตกิรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก การโฆษณาท่ีต้องการขายสินค้าให้กับผู้โภคก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการโฆษณา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นเพื่อความอยู่รอด

หากพูดถึงการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลแล้วนั้น จากในบทความเรื่อง “โฆษณาอย่างไร ให้โดนใจลูกค้า” ผู้เขียนได้กล่าวถึง การโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล เอาไว้ว่า

“ Online Advertisement คือ การโฆษณาผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบันนี้ อินเทอร์เน็ตและสื่อใหม่ๆที่เกิดขึ้น ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ โซเซียลเน็ตเวิร์ค อย่าง Facebook YouTube Twitter หรือเสิร์จเอ็นจิน อย่าง Google ล้วนเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ถึงกลุ่มลูกค้า และกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ยิ่งในปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้เวลากับสื่อในอินเทอร์เน็ตมากกว่า หรือพอๆ กับการใช้เวลากับสื่อแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะโทรทัศน์ โดยการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวมีต้นทุนต่ำกว่าแบบแรก และยังสามารถเข้าถึงผู้รับสารได้ตรงเป้าหมาย และจำนวนมากกว่า ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ โดยผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น”

ซึ่งจากในบทความข้างต้นนั้น ผู้เขียนได้ศึกษาการโฆษณาผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ YouTube เว็บไซต์ Facebook และแอปพลิเคชัน Instagram ดังนั้นสำหรับในการศึกษาในครั้งนี้ ผู้เขียนจะนำผลการศึกษาที่ได้จากการศึกษาครั้งก่อนมาต่อยอด กล่าวคือ ในบทความนี้ผู้เขียนจะศึกษาการโฆษณาในสื่ออินเทอร์เน็ต ผ่านการทำธุรกิจประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E- commerce)
โดยก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E- commerce) กันก่อน ซึ่งจากบทความเรื่อง “ซื้อง่าย ขายคล่อง เพียงแค่ ‘cilck’ ” ของ ณัฐวรา พรหมวรรณ ได้กล่าวไว้ว่า

“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E- commerce) คือ การดำเนินธุรกิจทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคม หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์”

นอกจากนี้ณัฐวรา ยังได้บอกอีกว่า การซื้อขายออนไลน์นั้น ยังสามารถดำเนินการซื้อขายได้ทุกพื้นที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบอกโลกใบนี้เพียงแค่คุณใช้เพียงปลายนิ้วคลิก สร้างความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ชาย พร้อมทั้ง เธอยังได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ โดยเธอก็ได้มีโอกาสซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Shopee TH และ Instagram ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกซื้อก็ เพราะว่าสามารถซื้อตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งสามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าจากร้านต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวมไปถึงมีช่องทางการชำระเงินที่สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งตอบโจทย์กับเธอเป็นอย่างมาก ที่เน้นความสะดวกและรวดเร็วในการซื้อสินค้า

สำหรับตัวผู้เขียนเองก็เห็นด้วยกับเธอ ที่บอกว่า การซื้อขายสินค้าออนไลน์สร้างความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ซื้อ และผู้ชาย เนื่องจากตัวผู้เขียนเอง ก็ได้มีโอกาสซื้อสินค้าอ่านแอปพลิเคชัน Shopee TH และ Instagram เช่นเดียวกัน โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า การซื้อขายสินค้าสินค้าออนไลน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต มีความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก อีกทั้งการซื้อสินค้าออนไลน์ยังสามารถทำให้เราเลือกซื้อสินค้าหลากหลายประเภทได้ในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการไปซื้อสินค้าที่หน้าร้าน เพราะว่ากว่าเดินเข้าร้านนี้ออกร้านนั้น ก็เสียเวลาไปเป็นหลายชั่วโมง หน่ำซ้ำหากสินค้าที่ต้องการอยู่คนละที่ ก็อาจจะยิ่งเสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย ดังนั้นแล้วสำหรับผู้เขียนแล้ว ผู้เขียนคิดกว่าการซื้อสินค้าออนไลน์เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบันในยุคของดิจิทัล อีกทั้งยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการ และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตามหากมองในมุมมองของผู้ขายแล้วนั้น E- commerce หรือการขายสินค้าออนไลน์ ยังถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างธุรกิจ และการขยายธุรกิจ ซึ่งผู้เขียนเองก็มีเพื่อนที่ทำธุรกิจร้านค้าผ่านทางออนไลน์เช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ร้าน Geschwisters เป็นร้านขายเสื้อราคาถูกผ่านทางแอปพลิเคชัน Instagram

19204759_10208971430298678_342754412_o

โดยผู้เขียนได้สอบถามถึงเหตุผลของการเลือกที่จะเปิดร้านขายเสื้อผ้าบนสื่อออนไลน์ โดย ณิชาภัทร ศรีพยัคฆ์ เจ้าของร้าน Geschwisters ได้บอกกับผู้เขียนว่า

“ที่เลือกเปิดร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ เริ่มจากอยากจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยที่ลงทุนในจำนวนเงินไม่เยอะมาก เพราะเราแค่หาสินค้าที่ดีมีคุณภาพมาแล้ว นำมาถ่ายรูป โดยใช้ความคลีเอทสินค้าผ่านออกมาทางรูปภาพให้น่าซื้อ ก็จะสามารถทำให้ดึงดูดลูกค้าโดยลงทุนแค่สินค้า แต่ถ้าไปเปิดหน้าร้านเริ่มต้นก็ต้องมีค่าเช่าที่ไหนจะค่าตกแต่งร้าน และสำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นคงยังไม่อยากลงทุนในจำนวนมากๆ เพราะอาจมีความเสี่ยงได้”

นอกจากนี้เธอยังได้บอกถึงข้อดีของการขายของออนไลน์อีกว่า
1. ทำการค้าออนไลน์มีความอิสระ เราสามารถควบคุมวางแผนเวลาชีวิตเองได้
2. ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าของเราได้ทุกที่เพียงแค่เปิดหน้าจอโทรศัพท์ก็ช้อปได้ทุกที่
3. มีต้นทุนในการเปิดเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าต่ำ
4. ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน หรือเช่าพื้นที่ขาย ก็สามารถขายของได้
5. ไม่จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานก็สามารถขายได้โดยตัวคนเดียวแบบสบายๆ
6. ลูกค้าสามารถรอรับสินค้าที่หน้าบ้านได้เลยไม่ต้องเสียเวลาออกไปซื้อเอง
7. การชำระเงินมีความสะดวก สบาย และทันสมัยโดยผ่านระบบออนไลน์,บัตรเครดิต
8. ดูแลจัดการง่าย
9. ลดความเสียง ต่อการถูกโจรกรรม และจากภัยธรรมชาติเช่นถ้าฝนตกหรือมีพายุก็ไม่ใช่อุปสรรคในการช้อปปิ้งเพราะกดสั่งสินค้าและโอนเงินออนไลน์ได้เลยง่ายๆสบายๆ รอสินค้ามีส่งหน้าบ้าน
10. สามารถรองรับลูกค้าได้ทั่วทุกมุมโลก

โดยหากนำทฤษฎี กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) มาวิเคราะห์การขายสินค้าออนไลน์ และการโฆษณาสินค้าของร้าน Geschwisters ได้ดังนี้

19190869_10208971548181625_1538706530_n

1.มีคนส่งสารไป > 2.แล้วเวลาส่งสารจะต้องใส่รหัสผ่านข้อความไปหาลูกค้า > 3.ข้อความที่ถูกใส่รหัสผ่านช่องทางมีเดีย (Media) > 4.ในช่วงชั้นที่ 3 จะมีการเกิดเสียงรบกวนหรือสิ่งรบกวนต่าง ๆ คือ Noise (อุปสรรครบกวนการสื่อสารที่จะไม่ให้ประสบความสำเร็จ) > 5.ถอดรหัสความหมาย > 6.ผู้รับสารรับรู้ความหมาย > 7.Response ผู้รับสารจึงตอบสนองต่อสินค้า > 8.Feedback ผลสะท้อนกลับเมื่อใช้สินค้าไปแล้วจะมีการให้ Feedback กับไปยังการส่งสาร

ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระบวนการสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญในการโฆษณาของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E- commerce) อย่าง ร้านค้าออนไลน์ เช่น ร้าน Geschwisters พบว่า ผู้ขายจะต้องมีการนำเสนอสินค้าให้มีความสร้างสรรค์ แปลกใหม่ เพื่อสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจในตัวสินค้า และสั่งซื้อสินค้ากับทางร้าน ซึ่งถ้าหาผู้ขายสามารถทำให้ผู้บริโภคประทับใจผ่านภาพถ่ายสินค้า การโพสต์ข้อความ หรือสิ่งที่ผู้ขายต้องการจะสื่อสารไปยังผู้บริโภคแล้วนั้น ก็จะมีโอกาสทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกที่จะซื้อสินค้า และจดจำสินค้า รวมถึงชื่อร้านผู้ขายได้ ซึ่งการจดจำชื่อร้านได้นั้น จะนำไปสู่การซื้อซ้ำ หรือการกลับมาใช้บริการใหม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้บริโภคเห็นว่าการโฆษณา หรือการสื่อสารตัวสินค้าของทางร้าน สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี เช่นในเรื่องของการแสดงตัวสินค้า การระบุขนาด และการระบุสีของสินค้าได้อย่างชัดเจน อีกทั้งหากสามารถบริการได้ดี มีความเอาใจใส่กับลูก ก็สามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจ และไปบอกกล่าวกับเพื่อน กลายเป็นโฆษณาปากต่อปาก ถึงการบริการที่ดีของร้าน ซึ่งการโฆษณาในรูปแบบนี้ก็จะสามารถดึงดูดผู้ซื้อรายใหม่ให้มาใช้บริการกับทางร้านได้อีกด้วย

อ้างอิง

ณิชาภัทร ศรีพยัคฆ์. (13 มิถุนายน 2560). สัมภาษณ์. นักศึกษา. มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒประสานมิตร

อริสรา ไวยเจริญ. (2558). “การโฆษณากับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล”. วารสารนิเทศศาสตร์มหาวิทยาธุรกิจบัณทิตย์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน): 11-35.

https://pixabay.com/th/อีคอมเมิร์ซ-ขายออนไลน์-ยอดขายออนไลน์-2140604/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s